← บล็อก
2026-07-02 · บล็อก

จรรยาบรรณทนายความกับการใช้ AI — หน้าที่ความรู้ความสามารถ การกำกับดูแล และการเปิดเผยต่อลูกความ

เมื่อค้นหา "จรรยาบรรณ AI ทนายความ" หรือ "สภาทนายความ AI" คำถามที่อยู่เบื้องหลังมักเป็น ใช้ AI ทำงานกฎหมายแล้วเสี่ยงผิดจรรยาบรรณวิชาชีพหรือไม่ และต้องเปิดเผยการใช้ AI ให้ลูกความทราบหรือเปล่า แม้ประเทศไทยยังไม่มีข้อบังคับที่กล่าวถึง AI โดยตรง แต่หลักจรรยาบรรณเดิมของทนายความตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ และมาตรฐานที่ได้รับการปลูกฝังจากเนติบัณฑิตยสภา ก็ครอบคลุมการใช้เครื่องมือใหม่นี้อยู่แล้วในหลักการ

หน้าที่ความรู้ความสามารถ (competence) ในยุค AI

จรรยาบรรณวิชาชีพกำหนดให้ทนายความต้องมีความรู้ความสามารถเพียงพอในการดำเนินคดีให้ลูกความ หน้าที่นี้ในยุค AI หมายความว่าทนายความต้องเข้าใจข้อจำกัดของเครื่องมือที่ตนใช้ด้วย ไม่ใช่แค่รู้วิธีใช้งาน การไม่รู้ว่า AI มีแนวโน้มกุข้อมูลหรือการปล่อยให้ AI ร่างเอกสารโดยไม่ตรวจสอบ อาจถือเป็นการขาดความรู้ความสามารถที่เพียงพอในการดูแลงานของลูกความ ไม่ต่างจากการไม่ตรวจสอบงานของผู้ช่วยหรือทนายความรุ่นน้องที่ตนกำกับดูแล

หน้าที่กำกับดูแล: AI คือ "ผู้ช่วย" ที่ต้องมีคนตรวจ

หลักที่ทนายความคุ้นเคยอยู่แล้วคือความรับผิดชอบต่องานที่ผู้ช่วยหรือเสมียนทนายจัดทำให้ ยังคงตกอยู่ที่ทนายความผู้ลงชื่อเสมอ หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับงานที่ AI สร้างขึ้น ไม่ว่า AI จะร่างคำฟ้อง สรุปเอกสาร หรือค้นคำพิพากษาให้ ทนายความยังต้องตรวจสอบและรับผิดชอบผลงานนั้นเสมือนเป็นงานของตนเอง การอ้างว่า "AI เป็นคนทำ" ไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่ยอมรับได้เมื่อเกิดความผิดพลาด

ต้องเปิดเผยต่อลูกความหรือไม่

แม้ยังไม่มีข้อบังคับเฉพาะที่กำหนดให้ต้องแจ้งลูกความทุกครั้งที่ใช้ AI แต่หลักความซื่อสัตย์สุจริตต่อลูกความและหน้าที่รักษาประโยชน์สูงสุดของลูกความ ชี้ให้เห็นว่าควรเปิดเผยอย่างน้อยในสองกรณี คือเมื่อการใช้ AI มีผลต่อค่าบริการที่เรียกเก็บ และเมื่อลูกความสอบถามโดยตรงว่างานส่วนใดจัดทำด้วย AI แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือกำหนดนโยบายการใช้ AI ของสำนักงานให้ชัดเจนและพร้อมชี้แจงลูกความได้ทุกเมื่อ

ความลับของลูกความยังเป็นหน้าที่อันดับหนึ่ง

หน้าที่รักษาความลับของลูกความเป็นหัวใจของจรรยาบรรณวิชาชีพทนายความ การป้อนข้อมูลคดีลงเครื่องมือ AI ภายนอกโดยไม่ตรวจสอบว่าข้อมูลถูกเก็บ ประมวลผล หรือนำไปใช้ฝึกโมเดลที่ใด อาจเข้าข่ายละเมิดหน้าที่นี้ได้ แม้ทนายความจะไม่มีเจตนา ก่อนใช้เครื่องมือใด ทนายความจึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบนโยบายข้อมูลของผู้ให้บริการอย่างรอบคอบ เช่นเดียวกับที่ต้องตรวจสอบก่อนส่งเอกสารลับให้บุคคลภายนอก

การกุข้อมูล: ความเสี่ยงทางจรรยาบรรณที่ชัดเจนที่สุด

กรณีที่กระทบชื่อเสียงวิชาชีพมากที่สุดในต่างประเทศคือทนายความยื่นเอกสารต่อศาลโดยอ้างคำพิพากษาที่ AI สร้างขึ้นมาเองโดยไม่ตรวจสอบ ซึ่งนำไปสู่การถูกลงโทษทางวิชาชีพ บทเรียนนี้ชัดเจนว่า การตรวจสอบการอ้างอิงทุกรายการกับต้นฉบับก่อนยื่นต่อศาลหรือให้คำแนะนำลูกความ ไม่ใช่แนวปฏิบัติที่ดี แต่เป็นหน้าที่ตามจรรยาบรรณที่ข้ามไม่ได้

สรุป

การใช้ AI ทำงานกฎหมายไม่ได้อยู่นอกเหนือจรรยาบรรณวิชาชีพทนายความ แต่อยู่ภายใต้หลักเดิมที่ทนายความคุ้นเคยอยู่แล้ว คือหน้าที่ความรู้ความสามารถ หน้าที่กำกับดูแลงานที่มอบหมาย และหน้าที่รักษาความลับของลูกความ ทนายความที่ใช้ AI จึงควรเข้าใจข้อจำกัดของเครื่องมือ ตรวจสอบผลงานทุกชิ้นก่อนใช้จริง เปิดเผยการใช้ AI ต่อลูกความเมื่อเกี่ยวข้อง และจดจำไว้เสมอว่าความรับผิดชอบสุดท้ายต่อผลงานยังคงเป็นของทนายความผู้ลงชื่อ ไม่ใช่ของเครื่องมือที่ใช้